123

 

[email protected]@- เป็นเกียรติ “สโมคกิ้ง โจ” โจ ฟราเซียร์ อดีตนักชกรุ่นเฮฟวี่เวตผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะได้รับเกียรติประวัติยิ่งใหญ่ เมื่อจะมีรูปปั้นไปวางเป็นอนุสาวรีย์อยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย คู่กับรูปปั้นของ “ร็อคกี้” ยอดนักมวยคนดังในโลกภาพยนตร์ที่ไม่มีตัวตน รับบทโดยซิลเวสเตอร์ สตอลโลน นั่นเอง..สตีเฟ่น เลน ยอมรับว่า กดดันในการทำงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมา แต่ก็รู้สึกภูมิใจไปด้วยที่ได้รับโอกาสปั้นรูปปั้นของอดีตนักมวยผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

 

โจ ฟราเซียร์ มีชื่อจริงว่าโจเซฟ วิลเลียม ฟราเซียร์ เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. พ.ศ.2487 (ค.ศ.1944) ที่เมืองบิวฟอร์ท ในรัฐเซาธ์ แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา โจ ฟราเซียร์ เป็นนักชกอเมริกันเพียงคนเดียวที่ได้เหรียญทองจากการชกในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวเมื่อปี 2507

 

หลังจากนั้นโจ ฟราเซียร์ ก็ก้าวขึ้นสู่สังเวียนนักชกอาชีพ และคว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตของสภามวยโลก และสมาคมมวยโลกที่ว่างอยู่จากการที่มูฮัมหมัด อาลี ถูกริบเข็มขัด ด้วยการชนะทีเคโอ จิมมี่ เอลลิส ในยกที่ 5 เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2513 จากนั้น โจ ฟราเซียร์ ได้ป้องกันแชมป์โลกครั้งสำคัญ ด้วยการเอาชนะคะแนนมูฮัมหมัด อาลี เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2514 ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน กรุงนิวยอร์ก และการชกคู่นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นศึกแห่งศตวรรษมาจนทุกวันนี้

 

456

 

โจ ฟราเซียร์ เสียตำแหน่งแชมป์โลกให้กับจอร์จ โฟร์แมน โดยแพ้ทีเคโอในยกที่ 2 ของการชกเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2516 หลังจากนั้นยังได้ขึ้นชกกับมูฮัมหมัด อาลี อีก 2 ครั้ง แต่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้ง 2 หน โดยแพ้คะแนนเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2517 ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน และยอมแพ้ไม่ออกจากมุมในยกที่ 15 ของการชกที่เกซอน ซิตี้ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2518

 

หลังการพ่ายแพ้ครั้งที่ 2 ต่อมูฮัมหมัด อาลี โจ ฟราเซียร์ ขึ้นชกอีก 2 ครั้ง แพ้ทีเคโอยกที่ 5 ให้กับจอร์จ โฟร์แมน อีก และเสมอกับฟลอยด์ คัมมิงส์ ในวันที่ 3 ธ.ค.2524 ซึ่งกลายเป็นการชกครั้งสุดท้ายของโจ ฟราเซียร์ ก่อนที่จะอำลาเวทีไป และหันไปใช้ชีวิตที่ฟิลาเดลเฟีย โดยเป็นเจ้าของและผู้จัดการยิมเนเซียมมวย ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้วด้วยโรคมะเร็งตับ ขณะมีอายุได้ 67 ปี

 

ปล.โจ ฟราเซียร์ เป็นอดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวตที่มีชื่อเสียงก้องโลก และเป็นนักมวยหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่เอาชนะ “สิงห์ขี้คุย” มูฮัมหมัด อาลี ลงได้ โดยเฉพาะในไฟต์แรกที่เจอกันได้รับการยกย่องให้เป็น “ไฟต์แห่งศตวรรษ” เลยทีเดียว..

 

 

@ ต้นข่าว@ภาพ : www.sportclassic.in.th

เชิญแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ

comments