<<>> บทความชิ้นนี้ถือเป็น “บันทึกประวัติศาสตร์มวยโลกของอิเหนาชิ้นสำคัญ” ที่ทรงคุณค่ามาก เพราะมันไม่ใช่แค่รายงานผลการชกธรรมดา แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์จริงจากสายตาของสื่อมวลชนรุ่นใหญ่ยุคนั้น (คุณฟินอน มานูลลัง) ที่เดินทางข้ามเมืองจากสุราบายาไปจาการ์ตา เพื่อบันทึกโศกนาฏกรรมบนสังเวียนผืนผ้าใบที่ไม่มีวันลืมเลือน

นี่คือการเจาะลึกผ่านเหลี่ยมมวย การเมืองเรื่องโปรโมเตอร์ และบรรยากาศความเหงาของสนามมวยโลกาสารี ที่ทำให้ตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นมินิฟลายเวต 105 ปอนด์ IBF ของ นิโค โทมัส กลายเป็นการครองแชมป์ที่สั้นที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มวยอินโดนีเซีย 

 

 

️ มหากาพย์ศึกไตรภาค/จตุรภาค ระหว่าง ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในรุ่นเล็กยุคปี 1989 (พ.ศ. 2532) ที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าอัศจรรย์ผ่านตัวละครหลัก 4 ตัว: สมุทร ศิษย์นฤพธ์ (ไทย), นิโก โทมัส (อินโดฯ), เอริค ชาเวซ (ฟิลิปปินส์) และ รัตนพล ส.วรพิน (ไทย)

23 มีนาคม 1989 สมุทร ศิษย์นฤพธ์ ยอดมวยหมัดหนักชาวไทย (แชมป์โลก IBF รุ่นมินิมัมเวตคนแรกของไทย) หอบเข็มขัดไปป้องกันตำแหน่งกับ นิโก โทมัส ดารารุ่งดวงใหม่ถนัดซ้ายของอินโดนีเซีย

 

                                       Photo Credit :: มวยไทย ยอดนักสู้

 

 ตลอด 12 ยก นิโกชกได้เข้าตาเจ้าถิ่นอย่างมาก แต่เมื่อกรรมการชูมือให้ “เสมอกัน” ทำให้เข็มขัดยังอยู่กับเรา ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และประท้วงผลการตัดสิน มาร์เทน วาเลวังโก โปรโมเตอร์ ไม่รอช้าดึงไฟต์ล้างตา “ซามุธ-โทมัส ภาค 2” มาจัดที่เสนายันทันทีในอีก 3 เดือนถัดมา

คราวนี้ไม่มีปาฏิหาริย์สำหรับเราอีกต่อไป เมื่อ นิโก โทมัส ในวัย 23 ปี ใช้ความสดและเชิงมวยซ้ายที่เหนือกว่า ต้อนชนะคะแนนเอกฉันท์ 12 ยก โดยเฉพาะกรรมการญี่ปุ่น (ฮิเดโอะ อาราย) ให้ห่างถึง 119-108 ทำให้นิโกกลายเป็น แชมป์โลกคนที่สองของประเทศอินโดนีเซีย ต่อจาก เอลลี่ พิคัล ทันที

️  จุดที่น่าเศร้าและน่าคิดต่อมากที่สุดในบันทึกนี้คือ บรรยากาศการป้องกันแชมป์โลกครั้งแรกของนิโกในวันที่ 21 กันยายน 1989 (หลังจากคว้าแชมป์มาได้เพียง 96 วัน) ซึ่งจัดโดยโปรโมเตอร์ ยูซุฟ ฮัมกา ที่ โลกาสารี (Lokasari) ในยุคนั้นไม่ใช่ดินแดนแห่งการกีฬา แต่เป็น “ศูนย์รวมความบันเทิงยามราตรีและย่านเริงรมย์” ที่เต็มไปด้วยดิสโก้เทค, คาราโอเกะ และอาบอบนวดหรูหรา การดึงเอาศึกชิงแชมป์โลกไปจัดในฮอลล์บาสเกตบอลของสวนสนุกประชาชน (THR) จึงดูแปลกแยกตั้งแต่ต้น

 

 

และ น่าเหลือเชื่อว่าตั๋วชิงแชมป์โลกไฟต์นี้ขายได้เพียง 1,250 ใบ สนามโหรงเหรงจนผู้จัดต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอนเวลา 21:30 น. (ก่อนมวยเริ่มไม่นาน) ด้วยการ “เปิดประตูให้คนเข้าดูฟรี” แต่ถึงจะเปิดให้ดูฟรี คนในย่านสถานบันเทิงก็ไม่มีใครสนใจจะเดินเข้ามาดู เป็นภาพสะท้อนที่หดหู่ใจของแชมป์โลกชาวอินโดนีเซียในคืนนั้นมาก สุด จนผลการชกป้องจบลงโดยการเสียเข็มขัดโลกของเจ้าบ้านเพียงยกที่5

จากข้อมูลเชิงลึก บ่งชี้ชัดเจนว่าความพ่ายแพ้ของ นิโก โทมัส ต่อ เอริค ชาเวซ ผู้ท้าชิงไฟต์บังคับชาวฟิลิปปินส์ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องของ “ประสบการณ์และการแพ้ทางมวย”นั่นเอง

 เอริค ชาเวซ เคยเดินทางมาอินโดนีเซียปี 1987 (ชกร่วมรายการ เขาทราย vs เอลลี่ พิคัล)
และเคยปล่อยหมัดซ้ายน็อก อูดิน บาฮารุดดิน (อินโดฯ) ในยกที่ 5 มาแล้ว!

หลังจากเสียแชมป์โลกไปอย่างรวดเร็ว เส้นทางของนิโก โทมัส ก็กลายเป็นนักมวยเกรดรองลงมา จนกระทั่งในอีก 4 ปีต่อมา (14 มีนาคม 1993) เขาได้รับโอกาสสุดท้ายในการเดินทางมาทวงความยิ่งใหญ่ในแผ่นดินไทย ณ ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

 

 

แต่ทว่าในเวลานั้น รุ่นมินิมัมเวต IBF ถูกยึดครองโดยยอดมวยบ้าพลังยุคใหม่ของไทยอย่าง “เจ้าโบ้” รัตนพล ส.วรพิน (อนุชา โพธิ์ทอง)

รูปเกมวันนั้น: นิโก โทมัส ในวัยที่ร่วงโรยไม่สามารถต้านทานความหนักหน่วงและการเดินชนแบบหน้าเสื่อของรัตนพลได้เลย ตลอด 6 ยกแรก กรรมการทั้ง 3 คน (รวมถึง ปีเตอร์ เกโดอัน กรรมการชาวอินโดนีเซียเอง) เทคะแนนให้รัตนพลนำห่างแบบสู้ไม่ได้ (60-54, 59-55, 60-54) ก่อนที่นิโกจะโดนพายุหมัดถล่มหน้าจนลงไปนอนน็อกเอาต์ในยกที่ 7 ปิดฉากโอกาสระดับโลกของเขาไปตลอดกาล จบตำนาน แชมป์โลด 96วัน คนที่สองของอินโดนีเชีย กับความเหมือนที่แตกต่างกับบ้านเรา ก็มีเช่นกัน กับแชมป์โลกไม่ถึงร้อยย วัน ใครรู้ คนบอก ใครเอย ติก ตอก ติก ตอก..

ป.ล. นิโก โทมัส วันนี้ 59 ปี ส่วน สมุทร เรา 67 เอง จร้า..

 

          คลิก..ขอกำลังใจ ให้เว็บ ได้อยู่  1คลิก 1โคนา เมื่ออ่านจบ ครับ..

 news  Photo Credit :: www.rondeaktual.com

*คลิก* ติดตามต่อกับพันธมิตรข่าวเว็บ boxingboy2021.blogspot.com